13/06/2026
รีวิวที่จริงใจ
Suzuki DRZ4S นี่มัน
Dual Purpose ของแทร่ ที่ไม่เห็นมานาน
ถ้าคุณคิดว่าการรอคอย 20 ปีของตระกูล DR-Z จะจบลงด้วยรถป่าหน้าตาโบราณที่ดิบเถื่อนกระโชกโฮกฮากเหมือนปี 2005 บอกเลยว่าคุณกำลังคิดผิด
หลังจากที่ได้ลองหวดเจ้า Suzuki DR-Z 4S คันนี้ออกทริปยาว ๆ สลับลุยป่า ต้องยอมรับเลยครับว่าวิศวกรซูซูกิเขาทำการบ้านมาดีมาก ยุคสมัยของคาร์บูเรเตอร์ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แล้วแทนที่ด้วยเทคโนโลยีหัวฉีดกับระบบคันเร่งไฟฟ้า (Ride-by-Wire) ซึ่งนี่แหละคือหัวใจสำคัญที่ทำให้รถคันนี้ "แรงแต่นุ่มนวล" ชนิดที่คุมง่ายและสมูทคอนโทรลสุด ๆ
ใครที่เคยฟังข่าวก่อนหน้านี้แล้วบอกว่ามันจะดิบจนขี่ยาก ผมเถียงชนฝาเลยครับ ความแม่นยำของคันเร่งไฟฟ้าทำให้อาการพยศหายวับ กลายเป็นรถที่เชื่องมือมาก พละกำลังเครื่องยนต์บล็อก 400 ซีซีนี้แรงบิดมาดีตั้งแต่รอบต่ำ ๆ เปิดเป็นมา แต่ไม่กระชากให้เหวอ เสริมทัพด้วยระบบสมองกล S.I.R.S. ที่พ่วงโหมดปรับระดับความแรง SDMS (Suzuki Drive Mode Selector) มาให้ 3 ระดับ คือ A, B และ C เรียงลำดับความจี๊ดจ๊าดต่อคันเร่งจากมากไปน้อย
ส่วนระบบช่วยเหลืออย่าง Traction Control ที่ให้มา 4 ระดับ (1, 2, 3 และ Gravel) อันนี้ต้องขออวยยศให้เลยครับ โดยเฉพาะโหมด **Gravel (G Mode)** มันเกิดมาเพื่อทางออฟโรดทั่วไปอย่างแท้จริง ระบบจะยอมปล่อยให้ล้อหลังสไลด์ปั่นดินเพื่อหาแรงตะกุยได้ในจังหวะที่พอดีโดยไม่ตัดกำลังเครื่องยนต์จนเสียอารมณ์ แต่ถ้าด้านหน้าของคุณคือเนินชันลูกใหญ่ พื้นดินลื่น ๆ หรือหินร่วน ๆ ที่ต้องการการตะกุยแบบดิบ ๆ คุณก็แค่นิ้วกดปิด Traction Control ทิ้งไปซะ รวมถึงระบบ ABS ที่ฉลาดพอจะเลือกปิดแค่ล้อหลัง หรือจะสั่ง "All Off" ปิดตายทั้งหน้าและหลังเพื่อสไลด์รถลงเนินชันได้อย่างมั่นใจ ถือว่าซูซูกิใช้ข้อดีของระบบหัวฉีดและคันเร่งไฟฟ้าได้คุ้มค่าตัวมาก
▫️ โหมด A + Traction Gravel: คอมโบไม้ตายทางเข้าเหมือง
ในขณะที่สื่อต่างประเทศหลายเจ้ามักเตือนให้ระวังการใช้ Mode A ในเส้นทางออฟโรด แต่จากที่ผมเอารถคันนี้ไปลุยหินลอย ร่องน้ำแฉะ ๆ และทางเข้าเหมืองอยู่หลายช่วง กลับพบว่าการเปิด Mode A ค้างไว้คู่กับ Traction Gravel นั้น "เอาอยู่" อย่างน่าประหลาด
มันพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบคันเร่งไฟฟ้าและระบบควบคุมแรงยึดเกาะของ DR-Z4S ถูกเซตติ้งมาเนียนพอที่จะส่งแรงบิดรอบต้นให้ติดมือโดยไม่พยศ คนขี่สามารถควบคุมรถผ่านอุปสรรคธรรมชาติได้ง่ายกว่าที่คิดมาก
แต่ถ้าต้องเจอกับเนินชันลื่น ๆ ที่ต้องอาศัยการตะกุยแบบจริงจัง ผมยังมองว่า Mode B และ C เหมาะกว่า เพราะในสถานการณ์แบบนั้น สมองของคนขี่ต้องการคันเร่งที่ส่งกำลังอย่างต่อเนื่องและนุ่มนวลที่สุด เพื่อลดโอกาสที่ล้อหลังจะปั่นฟรีทิ้งจนเสียอาการกลางเนิน
▫️ อภินิหาร ABS Off-road: ไม่ต้องปิด ก็หนึบและสไลด์ได้
อีกอย่างที่ทำให้ผมประทับใจมากคือระบบ ABS
ตลอดทริปออฟโรดเข้าเหมือง ผมแทบไม่ได้กดปิด ABS เลย แต่ระบบกลับทำงานได้ดีเกินคาด ล้อหน้าไม่ล็อกจนพับ ล้อหลังยังมีระยะให้แต่งตัวรถและสไลด์เข้าโค้งได้ตามธรรมชาติ
มันเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างสวนทางกับความเชื่อดั้งเดิมของสายลุยยุคคาร์บูเรเตอร์ที่มักบอกกันว่า "เข้าป่าต้องปิด ABS ไม่งั้นเบรกไม่อยู่"
อย่างน้อยสำหรับสไตล์การขี่ของผม DR-Z4S กลับทำให้ผมรู้สึกว่าความเชื่อนั้นอาจไม่ถูกต้องเสมอไป กล่องสมองกลของซูซูกิยุคใหม่ทำงานได้ฉลาดมากพอที่จะปล่อยให้ระบบช่วยเหลือทำหน้าที่ของมันต่อไปได้โดยไม่รบกวนการควบคุมรถจนเสียอารมณ์
แน่นอนว่าหากเป็นการลุยหนัก ๆ ทางชันจัด หรือสถานการณ์ที่ต้องการควบคุมการล็อกของล้อหลังด้วยตัวเองแบบ 100% การปิด ABS ก็ยังมีข้อได้เปรียบของมันอยู่ แต่สำหรับการขี่ออฟโรดทั่วไปที่ผมเจอในทริปนี้ ระบบ ABS ของ DR-Z4S ทำผลงานได้ดีจนผมแทบไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องกดปิดมันเลย
▫️ ฟีลลิ่งเนื้อแท้: มันคือเอนดูโร่ที่พรางตัวมา
อย่าให้รูปลักษณ์ภายนอกหลอกตาครับ ทันทีที่คุณขึ้นไปคร่อม ท่าทางในการนั่งและยืนมันคือรถ Enduro แท้ ๆ แบบสายพันธุ์แข่ง (Dirt Bike DNA) มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้นั่งสบายหรือยืนรับลมชิล ๆ มิติของเบาะและแฮนด์จะบังคับให้สรีระของคุณอยู่ในท่าที่ "พร้อมรบและพร้อมลุย" ตลอดเวลา ข้อเสียที่ตามมาคือการขี่เดินทางไกลจะไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ ช่วงขาที่ต้องงอมากบวกกับเบาะสไตล์เอนดูโร่ที่แคบและแข็ง บอกตรงนี้เลยว่า **"กางเกงเจลจักรยานต้องเข้า"** ไม่งั้นมีปวดตูดระบมแน่นอน
แต่ข้อแลกเปลี่ยนของความแข็งกระด้างนี้คือ "ตัวรถที่บางเฉียบ" ทำให้คุณคีบรถ ยืนคุมรถขี่ลุยได้อย่างมั่นใจ ยิ่งพอหักหัวเลี้ยวเข้าป่า แม้ยางติดรถจะเป็น IRC Trail ที่เน้นการใช้งานกึ่งถนนกึ่งทางฝุ่น แต่ด้วยความสลิมของตัวรถ มันพาคุณลุยผ่านเส้นทางธรรมชาติทั่วไป ทางดิน ทางกรวด หรือทางหินได้สบายมากกว่าที่คิด เอาอยู่แทบทุกสถานการณ์ที่นักท่องเที่ยวสายลุยทั่วไปมีโอกาสเจอ
แน่นอนว่ามันไม่ใช่ยางออฟโรดแท้ ดังนั้นถ้าวันไหนคุณดันพารถไปเจอ "ดินหนังหมู" โคลนลึก หรือสภาพทางที่ต้องการแรงตะกุยสูงเป็นพิเศษ ก็เตรียมรับอาการลื่นปรื้ด ๆ กันไว้ได้เลยครับ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ยังเป็นยางกึ่งทางเรียบกึ่งทางฝุ่น ไม่ใช่ยางหนามสำหรับงานฮาร์ดเอนดูโร่โดยเฉพาะ
▫️ สองโลกที่คาดไม่ถึง: ทางดำที่นิ่งเกินคาด
สิ่งที่ทำให้แปลกใจและประทับใจมากที่สุดในทริปนี้กลับไม่ใช่เรื่องในป่า แต่เป็นเรื่องบน "ทางดำ" ครับ เจ้า DR-Z 4S ทำได้ดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก แม้ว่าเกียร์ 1 ถึงเกียร์ 4 จะทำอัตราทดมาชิดกันเป็นลิงตามภาษารถเอ็นดูโร่สายนิยมรอบต้น แต่เกียร์ 5 ของมันกลับมีช่วงที่กว้างมากพอที่จะใช้ไหลทำความเร็วเดินทางไกลได้
น่าเสียดายอยู่นิดเดียวตรงที่ซูซูกิไม่ยอมยัดเกียร์ 6 มาให้ ไม่อย่างนั้นมันคงไหลไปได้สมูทกว่านี้ แต่ถึงจะมีแค่ 5 เกียร์ เดิม ๆ จากโรงงานก็บิดทะลุ 140 กม./ชม. ได้ไม่ยาก ทว่าความเร็วเดินทางที่เหมาะสมที่สุดจะอยู่ที่ **100-110 กม./ชม.** ครับ ช่วงนี้เครื่องยนต์จะไม่สั่นระบมเข้ามือ และหน้ารถจะไม่มีอาการส่ายแกว่งเป็นงูเลื้อย (Speed Wobble) จากแรงลมที่ปะทะบังโคลนหน้าทรงสูง
ที่ความเร็วระดับนี้ ตัวรถยังมีพละกำลังเหลือสำหรับการเร่งแซงอยู่พอสมควร แม้อาจต้องลดเกียร์ลงมาช่วยเรียกแรงบิดในบางจังหวะ แต่เมื่อมองว่ามันคือรถสูบเดียวพิกัด 400 ซีซี ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีเกินคาด
ฟีลลิ่งทางตรงที่ดีเกินคาดส่วนหนึ่งมาจากเครื่องยนต์ที่บิดติดมือ และอีกส่วนคือช่วงล่าง KYB จากโรงงานที่เซตติ้งมาได้ลงตัวกว่าที่คิด แม้จะมีบุคลิกค่อนข้างเฟิร์ม แต่กลับซับแรงกระแทกในทางธรรมชาติได้ดี และเมื่อขึ้นมาวิ่งบนทางเรียบก็ไม่ได้แข็งกระด้างจนน่ารำคาญ ความเฟิร์มนี้ยังช่วยยึดโยงแชสซีส์เหล็กตัวใหม่ให้มีความเสถียรและนิ่งมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องระบบเบรก คลัตช์ และเกียร์ ถือว่าผ่านฉลุย เบรกมั่นใจ คลัตช์นิ่มมือสับง่าย ยิ่งตอนเอามามุดขี่ในเมืองบอกเลยว่า "มันส์มาก" ความคล่องตัวบวกกับอัตราเร่งรอบต้นชิด ๆ ให้ฟีลลิ่งเหมือนเรากำลังร่อนอยู่บนรถ Supermoto คันแต่งเลยทีเดียว
▫️ คลัตช์นิ่ม-เครื่องเงียบ: ขี่ทั้งวันนิ้วไม่ล้า หูไม่ดับ
อีกจุดที่หลายคนอาจมองข้ามคือระบบผ่อนแรงคลัตช์ SCAS ที่ทำงานได้ตรงปกมาก คลัตช์นิ่มจนแทบไม่สร้างความล้าให้นิ้วเลย ต่อให้ต้องคลึงคลัตช์แก้จังหวะในร่องน้ำหรือทางหินลอยอยู่ทั้งวันก็ยังเอาอยู่
บวกกับความเงียบของเครื่องยนต์ที่สุภาพกว่ารถลุยหลายรุ่นในอดีต ทำให้ภาพรวมของการขี่มันเป็นเรื่องของความเพลิดเพลินมากกว่าความเครียด คุณไม่ต้องคอยทนกับเสียงเครื่องคำรามอยู่ข้างหูตลอดทั้งวัน และไม่ต้องมานั่งกำคลัตช์จนมือแข็งเมื่อเจอทางยากต่อเนื่อง
หากมองระยะทาง วิ่งทางดำยาว ๆ ซัก 200-300 กิโลเมตรเพื่อขี่ไปเข้าป่า คันนี้ทำหน้าที่ของมันได้สบาย ๆ ครับ ล็อกความเร็วไว้ที่ 110 ไปเรื่อย ๆ จังหวะจะแซงก็แค่ลดเกียร์ลงมาช่วยอีกนิด พละกำลังก็ยังมีให้เรียกใช้งานได้ตามต้องการ
▫️ ข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจ และการปรับตัวให้รอด
แน่นอนว่ารถ Dual Purpose ไม่ใช่รถสารพัดประโยชน์ที่สมบูรณ์แบบ มันเดินทางไกลได้ดีแต่ "ไม่มีวันสบายเท่ารถแอดเวนเจอร์หรือทัวร์ริ่ง" ชิลด์บังลมไม่มี ความเร็วเดินทางไม่ได้สูงลิ่ว เบาะเจ็บตูด และถังน้ำมันที่ขนาดค่อนข้างเล็ก (8.7 ลิตร) ทำให้คุณต้องจอดแวะเติมน้ำมันบ่อยขึ้น แต่มองในแง่ดี... มันก็เป็นจังหวะบังคับให้เราได้ลงมาจอดพักตูดไปในตัว
จากการใช้งานจริง ผมทำระยะได้เกิน 200 กิโลเมตรต่อถังบนสภาพทางที่มีทั้งทางดำและทางออฟโรดเปิดคันเร่งเล่นอยู่ตลอด ถือเป็นตัวเลขที่ยอมรับได้สำหรับถังน้ำมันขนาด 8.7 ลิตร และก็เป็นระยะที่พอดีกับจังหวะที่คนขี่ส่วนใหญ่เริ่มอยากลงมายืดเส้นยืดสายจากเบาะเอนดูโร่แข็ง ๆ อยู่แล้ว
สำหรับสายลุยไทยที่ชอบขี่เดินทางยาว ๆ สิ่งที่ผมแนะนำว่า "ต้องมีติดรถ" เลยคือ
1. **กางเกงเจลจักรยาน:** อาวุธลับลดอาการปวดตูด
2. **ปั๊มลมสำรอง (สูบมือหรือไฟฟ้า):** เพื่อให้คุณสามารถปล่อยลมยางให้อ่อนลงเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะตอนเข้าป่า และสามารถเติมลมกลับให้แข็งเท่าเดิมตอนจะวิ่งขึ้นทางดำกลับบ้าน
3. **ถังน้ำมันสำรองเล็ก ๆ ซัก 2 ลิตร:** มัดท้ายเผื่อไว้สำหรับช่วงวิกฤต น้ำมัน 2 ลิตรกับเครื่องหัวฉีดตัวนี้ ช่วยให้คุณไหลชิล ๆ ตัวปลิวไปได้อีกเกือบ 60 กิโลเมตร เพิ่มความอุ่นใจได้เยอะ
ส่วนจุดอ่อนอีกเรื่องคือน้ำหนักตัว ถ้ารู้สึกตามแรงยก จะพบว่ารถมันค่อนข้างหนักเกินคลาส 400 ซีซีไปหน่อย (Wet Weight อยู่ที่ประมาณ 151 กิโลกรัม) แต่น้ำหนักส่วนเกินตรงนี้แหละที่เป็นข้อแลกเปลี่ยนทางวิศวกรรม เพราะมันช่วยกดตัวรถให้นิ่ง มั่นคง ไม่ปลิวลมยามที่ต้องวิ่งทำความเร็วสูงบนทางเรียบ ประกอบกับราคาค่าตัวในบ้านเราที่จัดว่าแรงเอาเรื่องอยู่
สุดท้ายนี้... ถ้าคุณคือสายลุยที่ชอบ "ขี่รถจากบ้านเข้าป่า" ไม่ใช่สายจอดรถนอนอยู่บนกระบะท้าย แล้วขับไปปล่อยตัวหน้าปากทาง ขอบอกเลยว่าอย่าเพิ่งเชื่อคำวิจารณ์ในกระดาษ รีบไปขอ **Test Ride** ที่ศูนย์ซูซูกิซะ เชื่อผมเถอะครับ... ลองเปิดใจหวดซักรอบ แล้วคุณจะรู้ว่าคำว่า Dual Purpose ของแทร่ที่หายไปนาน มันให้ความรู้สึกยังไง!